มาตรฐานเว็บไซต์ภาครัฐ

มาตรฐานเว็บไซต์ภาครัฐ
(Government Website Standard)
สํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) จึงได้พัฒนา “มาตรฐานเว็บไซต์ภาครัฐ (Government Website Standard)” เพื่อเป็นมาตรฐานให้หน่วยงานภาครัฐได้นําไปปรับปรุงและพัฒนาระบบการให้บริการผ่านเว็บไซต์ของภาครัฐ

รับทําเว็บ อบต

ซึ่งมีเนื้อหาในเว็บที่ถูกกำหนดให้มีและแสดงแบ่งเป็นกลุ่มดังนี้

เนื้อหาเว็บไซต์ภาครัฐ (Government 1 Website Contents)
เนื้อหาที่ควรมีในการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ภาครัฐ เพื่อให้บริการประชาชน ธุรกิจเอกชน ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังรายละเอียดต่อไปนี้

1. ข้อมูลพื้นฐาน เพื่อเผยแพร่ข้อมูล ตลอดจนบริการของหน่วยงาน
1.1) เกี่ยวกับหน่วยงาน
ประวัติความเป็นมา
วิสัยทัศน์ พันธกิจ
โครงสร้างหน่วยงาน ผู้บริหาร อำนาจหน้าที่
ภารกิจ และหน้าที่รับผิดชอบของหน่วยงาน
ยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติราชการ
แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจ่ายประจำปี
คำรับรอง และรายงานผลการปฏิบัติราชการ
ข้อมูลการติดต่อ ประกอบด้วย ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ โทรสาร และแผนที่ตั้งหน่วยงาน เป็นต้น
ที่อยู่ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Mail Address) ของบุคคลภายในหน่วยงานที่รับผิดชอบข้อมูล เช่น ผู้ดูแล เว็บไซต์ (Webmaster) เป็นต้น

1.2) ข้อมูลผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง(Chief Information Officer: CIO)
รายละเอียดเกี่ยวกับซีไอโอ ประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล และตำแหน่ง
ข้อมูลการติดต่อ ประกอบด้วย ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ โทรสาร ที่อยู่ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Mail Address) เป็นต้น
วิสัยทัศน์ และนโยบายต่างๆ ด้านเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ได้แก่ นโยบายการ บริหารจัดการด้าน ICT, นโยบายและมาตรฐานการ รักษาความมั่นคงปลอดภัยด้าน ICT เป็นต้น
การบริหารงานด้าน ICT เช่น ยุทธศาสตร์, แผนแม่บทและแผนปฏิบัติการ เป็นต้น
ข่าวสารจากซีไอโอปฏิทินกิจกรรมซีไอโอ

1.3) ข่าวประชาสัมพันธ์ – ข่าวสารประชาสัมพันธ์ทั่วไป
ข่าวสารและประกาศของหน่วยงาน เช่น ประกาศรับสมัครงาน การจัดซื้อจัดจ้าง การจัดฝึกอบรม เป็นต้น
ปฏิทินกิจกรรมของหน่วยงาน

1.4) เว็บลิงค์
ส่วนงานภายใน
หน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องโดยตรง
เว็บไซต์อื่นๆ ที่น่าสนใจ

1.5) กฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน
กฎหมาย พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา
กฎกระทรวง ประกาศ ระเบียบ มาตรฐาน คู่มือ แนว
ปฏิบัติ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยแสดงที่มาของข้อมูลที่นำมาเผยแพร่

1.6) ข้อมูลการบริการ
แสดงข้อมูลการบริการตามภารกิจของหน่วยงาน พร้อมคำอธิบายขั้นตอนบริการ โดยจะแสดงขั้นตอนการให้บริการต่างๆ แก่ประชาชน ทั้งนี้ควรระบุระยะเวลาในแต่ละขั้นตอนของการให้บริการนั้นๆ

1.7) แบบฟอร์มที่ดาวน์โหลดได้ (Download Forms)
ส่วนที่ให้บริการประชาชนสำ หรับ Download แบบฟอร์มต่างๆ ของหน่วยงาน

1.8) คลังความรู้
ผลงานวิจัย บทความ กรณีศึกษา ข้อมูลสถิติต่างๆข้อมูล GIS และ e-Book เป็นต้น ตลอดจนต้องมีการอ้างอิงถึงแหล่งที่มา (Reference) และวัน เวลา กำกับเพื่อประโยชน์ในการนำข้อมูลไปใช้ต่อ

1.9) คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ส่วนที่แสดงคำถาม และคำตอบที่มีผู้นิยมสอบถาม

1.10) ผังเว็บไซต์(Site map)
ส่วนที่แสดงแผนผังเว็บไซต์ทั้งหมด

รับทําเว็บไซต์สําเร็จรูป

เว็บไซต์สำเร็จรูปหรือเว็บไซต์อัตโนมัติ ซึ่งถูกสร้างมาด้วยวัตถุประสงค์คือง่ายต่อการจัดทำได้ด้วยตนเอง สำหรับผู้ใช้บริการ ที่ต้องการมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง และไม่ต้องการความซับซ้อนของการเขียนโปรแกรมต่างๆ ให้ยุ่งยาก โดยแต่ละผู้ให้บริการจะมีรูปแบบ หรือที่เราเรียกว่า เทมเพลท มาให้ท่านเลือก และทำการปรับแต่งตามที่ท่านต้องการ เช่น เปลี่ยน โลโก้ ใส่ข้อมูลบริษัท ใส่ข้อมูลสินค้าและผลิตภัณฑ์เป็นต้น ผ่านเครื่องมือที่ถูกจัดสร้างไว้แล้ว

ผู้ให้บริการ

รับทําเว็บไซต์สําเร็จรูป

เว็บไซต์ ประเภทนี้ เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการความรวดเร็วในการได้รับเว็บไซต์ และมีความรู้เรื่องการใช้อินเตอร์เน็ตดีในระดับหนึ่ง ซึ่งผู้ให้บริการบางรายอาจจะมีการโฆษณาว่า สะดวก ง่าย ใช้ความรู้พื้นฐานทางคอมพิวเตอร์เล็กน้อย ซึ่งจริงๆคำว่าเล็กน้อยนี้เล็กน้อยแค่ไหนคงวัดกันลำบากซักนิดนึง

ผู้ที่เลือกใช้บริการเว็บสำเร็จรูป ต้องมีพื้นฐานดังนี้
– มีความรู้เรื่องในการปรับแต่งภาพเบื้องต้น เนื่องจาก ถ้าต้องการใส่ โลโก้เอง รูปสินค้าเอง ถ้าไม่รู้เข้าใจวิธีการปรับแต่งรูปเบื้องต้น อาจจะมีปัญหาได้ เช่น ขนาดไฟล์ที่ใหญ่เกินไป รูปไม่เหมาะสมกับเทมเพลท ทำให้เว็บไม่สวยงาม
– มีความรู้พื้นฐานในการใช้ Internet, Email

ข้อดีของการใช้เว็บสำเร็จรูป
– ทำเว็บไซต์ได้รวดเร็ว โดยมีเทมเพลทให้เลือกใช้ ไม่ต้องเสียเวลาออกแบบเอง
– ทำจากระบบออนไลน์ได้ตลอดเวลา 24 ชม. ไม่ต้องการเครื่องมือหรือโปรแกรมใดช่วยในการทำงาน
– ราคาไม่สูงเกินไปอยู่ที่ 3,000-10,000 บาท

ข้อเสียในการใช้เว็บไซต์สำเร็จรูป
– รูปแบบของเทมเพลมอาจจะถูกเลือกได้มากกว่า 1 ครั้ง นั่นหมายความว่าเว็บไซต์ของคุณอาจจะมีโอกาสเหมือนกับเว็บไซต์อื่นๆ ได้
– ไม่เหมาะกับผู้ที่มีความรู้เพียงเล็กน้อยในการใช้งานคอมพิวเตอร์เบื้องต้น?
– การปรับแต่งต่างๆ อยู่ในรูปแบบที่จำกัด ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผู้พัฒนาระบบหรือผู้ให้บริการนั่นเอง

บริการรับทำเว็บ WooCommerce

บริการรับทำเว็บ WooCommerce โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในวงการไอทีและออนไลน์มามากมาย เราพร้อมเสนอบริการ

รับทําเว็บไซต์ woocommerce

แก่ท่านที่สวยงาม รองรับการใช้งานทุกอุปกรณ์ (Responsive) และให้คำปรึกษาด้าน SEO รวมทั้งการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ของท่านให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก โดยมีค่าใช้จ่ายในงบประมาณที่ท่านพึงพอใจ

รับทำเว็บ WooCommerce Responsive 100% ทำไหมต้องทำเว็บ WooCommerce Responsive เพราะว่าท่านจะไม่ปวดหัวกับการที่ลูกค้าเข้าเว็บไม่ได้ จากการใช้อุปกรณ์ที่แตกต่างกันเช่น Computer, Tablet หรือ Mobile อีกทั้งลูกค้าท่านยังใช้ Browser ที่แตกต่างกันอีกด้วย การทำเว็บไซต์แบบ Responsive จะแก้ปัญหาเหล่านั้นหมดไป และข้อดีที่สำคัญจะติดอันดับใน Search Engine มากกว่าเว็บไซต์ทั่วไป

เว็บไซต์ WordPress โปรแกรมสร้างเว็บไซต์ WordPress เป็นโปรแกรมแจกฟรี ที่มีนักพัฒนาทั่วโลกช่วยกันพัฒนา จนมีคุณสมบัติที่ดี ทำงานได้เร็ว ใช้งานง่าย ด้วยโครงสร้างของเว็บไซต์ที่ดีทำให้ติด SEO สูง จึงทำให้เป็นที่นิยม อีกทั้งยังมี Plugin ต่างๆ ที่เราสามารถดาวน์โหลดติดตั้งเพิ่ม และมี Template ฟรีและเสียค่าใช้จ่ายมากมายให้เราเลือกซื้อในท้องตลาด ทำให้ลดระยะเวลาทำเว็บไซต์ลงไปมาก

เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ WooCommerce เป็นปลั๊กอินเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของโปรแกรมสร้างเว็บไซต์ WordPress โดยมีระบบตระกร้าสินค้า, ระบบสมาชิก, คูปองส่วนลด และระบบการชำระเงินออนไลน์ที่สามารถเชื่อมกับระบบการชำระเงินของ PayPal, PaySbuy และ Omise ได้ โปรแกรม WooCommerce ยังมีระบบเก็บสต๊อกสินค้า และ ระบบจัดการหลังการขาย WooCommerce ยังมีปลั๊กอินรองรับมากมาย เช่น หากลูกค้าต้องการใบสั่งซื้อสินค้าที่อยู่ในรูปแบบ PDF เราสามารถเลือกซื้อ ปลั๊กอินเพิ่มเติมได้

บริการรับทำเว็บ WooCommerce มีเทมเพลตเว็บไซต์ WooCommerce มากกว่า 300 แบบให้คุณเลือก คุณสามารถเลือก WooCommerce Template จาก ที่นี่ ที่มี Template WooCommerce ให้คุณเลือกมากมาย หากไม่ถูกใจ ท่านสามารถเลือกจากที่อื่นได้ ทำให้ตอบโจทย์เรื่องรูปแบบและสีสรรที่คุณต้องการได้ ทางเราจะทำการตกแต่ง ปรับให้เข้ากับเนื้อหาเว็บไซต์คุณอีกครั้ง ทำให้แน่ใจว่า เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซคุณจะไม่ซ้ำกับคนอื่น ธีมเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่จัดซื้อหรือของฟรี มีคุณสมบัติเป็น Responsive อยู่แล้ว ซึ่งรองรับอุปกรณ์ทุกประเภทได้ โดยที่หน้าตาเว็บไซต์ของคุณไม่บิดเบี้ยว ทำให้สวยงามทุกอุปกรณ์ที่ลูกค้าของคุณใช้

รองรับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของเรารองรับการรับชำระเงินผ่าน Payment Gateway ต่างๆ เช่นธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ PayPal หรือ Omise โดยผู้ซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ สามารถใช้บัตรเครดิตในการชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆ ได้เลย ทำให้สะดวกทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

วัดสถิติคนเข้าเว็บด้วย Google Analytics ข้อดีของ Google Analytics มีมากมาย เช่น สามารถดูคนเข้าเว็บแบบ Real-Time ได้เลย ว่าลูกค้าคุณอยู่หน้าไหนมาก เข้าเว็บไซต์จากอุปกรณ์อะไร อีกทั้งดูเวลาที่ดูเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณได้อีกด้วย หากลูกค้าออกเร็ว หมายความว่าเนื้อหาบนเว็บไซต์คุณไม่ตรงใจลูกค้า หรือ การออกแบบเว็บไซต์ของคุณ ออกแบบ UI (User Interface) มาไม่ดี เราคือผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับใบรับรองจาก Google (Google Analytics) พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการดูสถิติของเว็บไซต์คุณ

เหตุผลที่ Woocommerce โคตรเจ๋งสำหรับทำเว็บขายของออนไลน์

จะทำเว็บขายของด้วย WordPress สามารถทำได้หรือเปล่า และต้องทำอย่างไร ผมเลยแนะนำไปว่ามันทำได้แน่นอน และใช้ Woocommerce ปลักอินที่เพียบพร้อมในการทำเว็บขายของแบบมาตรฐานสากลเลยครับ

รับทําเว็บ woocommerce

มันถึงดี และหลายคนแนะนำ รวมถึงข้อจำกัดของมัน (ข้อจำกัดที่ว่า จะอ้างอิงจากความสามารถที่ติดมากับ Woocommerce เลย ไม่มีการปรับแต่งเพิ่ม)

มาดูข้อดีก่อนครับ
อย่างแรก มันฟรี!
ใช่ครับ อ่านไม่ผิดครับ มันฟรีจริงๆครับ ปลักอินที่จะช่วยให้คุณเปิดร้านค้าออนไลน์ได้ภายในไม่กี่คลิก เป็นปลักอินที่ให้เราเอามาติดตั้งเชื่อมกับ WordPress ได้ทันที สำหรับคนที่ต้องการความสามารถทั่วไปของเว็บ Ecommerce ผมบอกได้เลยว่าปลักอินฟรีตัวนี้ตอบโจทย์แล้วครับ

มีระบบจัดการสมาชิก
จริงๆตัวนี้มันมากับ WordPress แล้วครับ เพียงแต่มันเพิ่มขึ้นมาคือเมื่อสมาชิกเว็บของเราซื้อสินค้าเราปุ๊บ เค้าจะกลายเป็น Customer ทันที และแม้แต่บางครั้งร้านออนไลน์ของเรามีคนดูแลหลายคน เราก็ตั้งค่าให้เค้าเป็น Shop Manager ก็ยังไงด้ เรียกได้ว่าสามารถสร้างสิทธิ์ในการเข้าถึงของแต่ละคนได้อย่างดีเลย

ระบบตะกร้าสินค้าแบบมาตรฐานสากล
ผมเชื่อว่าหลายคนก็คงคุ้นเคยกับเว็บขายของออนไลน์กันบ้างแล้ว เวลาจะซื้อของก็เปิดดูหมวดหมู่ แล้วก็อ่านรายละเอียด หากพึงพอใจก็กด add to cart จากนั้นก็กรอกรายละเอียด พร้อมชำระเงิน ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนสากลครับ และตัว Woocommerce เองก็มีระบบนี้อยู่แล้ว

ทำคูปองส่วนลดได้
วันดีคืนดี เจ้าของเว็บใจดี อย่างจะจัดโปรโมชั่น เช่นให้ส่วนลดพิเศษสำหรับวันแม่ อะไรแบบนี้ ก็สามารถทำได้ด้วยการสร้างคูปองส่วนลดมาครับ โดยเราก็เขียนโค้ดคูปองเองได้เลย พร้อมระบุได้ด้วยว่าจะใช้งานได้กี่ครั้ง ใช้ได้กี่คน ใช้ได้ตั้งแต่วันไหนถึงวันไหน ส่วนลดเป็นประเภทลดต่อสินค้า หรือลดทั้งหมด ลดแบบเป็นบาท หรือลดแบบ %!! โอย มันเพียบพร้อมจริงๆครับ เหมาะมากสำหรับร้านค้าที่อยากส่งเสริมการขายด้วยการกระตุ้นยอดขายผ่านวิธีให้ส่วนลดครับ

มีระบบ Stock สินค้า!
หนึ่งในความสามารถอันเยี่ยมยอดของมันก็คือการจัดการคลังสินค้าครับ สมมติว่าของชิ้นนี้มีเพียง 10 ตัวในร้านของเรา เมื่อคนซื้อสินค้าและจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว ระบบก็จะทำการตัดจำนวนออกไปครับ พอมันลดไปเรื่อยๆจนถึงจุดจุดหนึ่ง มันก็จะแจ้งเตือนเจ้าของเว็บให้ทราบว่า เห้ย! ของชิ้นนี้ขายดีนะ และใกล้จะหมดแล้ว ไปหามาขายเพิ่มด่วนๆ เช่น ถ้าหากเราตั้งค่าไว้ว่าถ้าเหลือในสตอคเพียง 3 ตัวให้แจ้งเตือน พอสินค้าเหลือเพียงสามตัวมันก็จะส่งอีเมลมาให้เราเลยครับ

มีระบบจัดการ ORDER
เวลาลูกค้าสั่งซื้อของมันจะมี ORDER เข้ามาในระบบหลังบ้านครับ โดยในแต่ละออเดอร์เราก็ยังสามารถตั้งค่าได้ว่า ออเดอร์นี้จ่ายเงินไปยัง หรือไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว อาทิเช่น ยังไม่จ่ายเงิน จ่ายเงินแล้ว กำลังดำเนินการ สั่งซื้อเสร็จสิ้น หรือแม้แต่สถานะยกเลิกรายการสั่งซื้อ หรือคืนเงินครับ ในกรณีที่ออเดอร์นั้นมีการสั่งสินค้าผิด หรือต้องการแก้ไข้ เราก็สามารถแก้ไขได้ด้วย

ส่งข้อความหาลูกค้าแต่ละคนได้ด้วย
แม่นแล้วครับ เวลาเราได้ออเดอร์จากลูกค้า Woocommerce มองว่าบางทีเราอาจอยากจะส่งข้อความบางอย่างไปยังลูกค้าผ่านระบบเว็บไซต์ของเรา เช่น บอกว่า ได้รับเงินแล้วนะครับ ตอนนี้กำลังจัดส่ง หมายเลข EMS คือ บลาๆ โดยตรงนี้เราจะเรียกมันว่า Note ครับ เราสามารถพิมพ์สำหรับออเดอร์แต่ละอันได้ เมื่อลูกค้าเปิดไปหน้าโพรไฟล์ของเค้า ก็จะเห็นข้อความที่เราส่งให้

ลูกค้าติดตามสถานะการสั่งซื้อได้
ทุกๆครั้งที่เราอัพเดทสถานะการสั่งซื้อ เช่น จากรอจ่ายเงิน เป็นได้เงินแล้ว ระบบจะแจ้งเตือนไปยังลูกค้าด้วยครับ เช่นเดียวกัน ลูกค้าสามารถดูรายละเอียดการสั่งซื้อ หรือสถานะการสั่งซื้อได้ผ่านหน้า Profile ของตัวเอง

มี Gallery สำหรับสินค้า
ขายของออนไลน์ มันต่างจากขายแบบมีหน้าร้าน ลูกค้าไม่สามารถจับต้องของจริงได้ ดังนั้นเราต้องสื่อสารผ่านรูปภาพ หรือคำอธิบายให้ละเอียดพอที่ลูกค้าจะมั่นใจได้ว่าของดีมีคุณภาพ เหมาะกับความต้องการจริงๆหรือเปล่า ตัว Woocommerce มีระบบเรียกว่า Gallery ที่ให้ใส่รูปสินค้าได้หลายๆตัวครับ

ระบบคำนวณภาษี ก็มีนะครับ
หากสินค้าที่ขายมีการเพิ่มภาษีสินค้าด้วย ก็สามารถตั้งค่าได้ครับว่าจะเก็บภาษีไปเท่าไหร่

รองรับการจ่ายเงินหลายประเภท
ร้านค้าที่ดีควรมีช่องทางการจ่ายเงินหลากหลายช่องทางครับ ตัว Woocommerce มีมาให้แบบพื้นฐานก็คือจ่ายผ่าน Paypal, บัตรเครดิต (พ่วงกับ Paypal) จ่ายผ่านเช็ค จ่ายแบบให้ไปโอนเงินเข้าแบงค์แล้วโทรมาแจ้ง อะไรแบบนี้ก็มี หรือสำหรับร้านค้าเมืองไทย ที่อยากจะพ่วงกับพวก Paysbuy ก็มีปลักอินพวกนี้ให้ใช้เหมือนกันครับ

ขายสินค้าที่มีตัวเลือกได้
ความหมายในข้อนี้ ยกตัวอย่างเช่น ขายเสื้อครับ บางทีเสื้อเรามี Options ให้เค้าเลือกได้ว่าอยากจะได้แบบไหน สมมติว่า ผมสนใจเสื้อคอกลม เราสามารถให้ลูกค้าเลือกได้ว่าคอกลม ไซส์ไหน สีอะไร เป็นต้น

มีระบบรายงานผล
รายงานผลของ Woocommerce ละเอียดมากครับ เราสามารถเช็คดูได้ว่าขายของได้กี่บาทแล้ว ขายดีสุดช่วงไหน ใครซื้อเยอะสุด ชิ้นไหนขายดี เหมาะมากสำหรับบรรดามาร์เกตติ้งที่อยากจะได้รายงานไปประกอบการทำงาน เพราะสามารถระบุ “ช่วงเวลา” ในการดูรายได้ด้วยนะครับ ไตรมาสแรกได้เท่าไหร่ ไตรมาสสองได้เท่าไหร่ ว่ากันไปตามใจปรารถนา

ระบบคิดค่าขนส่ง
เวลาขายของบางร้านไม่ได้ส่งฟรีนะครับ ต้องคิดค่าส่งด้วย ก็ทำได้อีกนั่นแหละครับว่าจะคิดเงินเค้าอย่างไร ตัว shipping ที่มาให้ มีดังนี้ครับ

International Flat Rate
Local Delivery
Local Pickup
Flat Rate Shipping
Free Shipping
เราก็เลือกเอาเลยครับว่าตัวไหนเหมาะสำหรับระบบขายของของเรา

ข้อจำกัด
จริงๆมันมีข้อดีหลายข้อเลยครับ แต่เอาหลักๆแค่นี้ก่อน ทีนี้มาดูด้านข้อจำกัดของมันบ้างครับ

คือด้วยความที่ Woocommerce ออกแบบมาเพื่อ “ร้านค้าทั่วๆไป” ดังนั้นถ้าร้านค้าของใครมีความ “พิเศษ” เพิ่มขึ้นมา ก็อาจจะต้องอาศัยปลักอินเพิ่มครับ

ไม่มีระบบพิมพ์ใบสั่งซื้อ
บางร้านต้องการพิมพ์ใบสั่งซื้อ หรืออยากจะทำใบสั่งซื้อเป็น PDF แบบนี้ตัว Woocommerce ที่โหลดมาฟรีๆ จะทำไม่ได้ครับ แต่ช้าก่อน นี่คือโลกของ WordPress เราสามารถแก้ไขได้ด้วยการติดตั้งปลักอินครับ

ระบบ shipping อาจจะยุ่งยากไปสำหรับมือใหม่
จริงๆไอ้ตัวฟรีมันก็ดีอยู่นะครับ แต่บางร้านอย่างจะกำหนดง่ายๆครับ เช่น ซื้อ 1-500 บาท ค่าส่ง 50 บาท จาก 501-1000 บาท ค่าส่ง 80 บาท หรือจะคิดจากช่วงน้ำหนัก เช่น 1 กิโลแรก ค่าส่ง 100 บาท 2 กิโลถัดไป 150 บาท อะไรทำนองนี้ ครับ ซึ่งการคิดแบบนี้เราเรียกว่า Table Rate ครับ ก็แก้ปัญหาด้วยปลักอินอีกนั่นแหละครับ

กรณีสินค้าต้องเลือกแบบมีเงื่อนไข ตัวฟรีทำไม่ได้
กรณีนี้คือ สมตติว่าขายของแบบให้ลูกค้าเลือก แล้วจะมีตัวเลือกอื่นๆ โผล่มาตามเงื่อนไขแต่ละตัวครับ เช่น ผมขายโต๊ะไม้ ผมอาจจะให้เค้าเลือกได้ว่าต้องการซื้อโต๊ะไม้ไซส์มาตรฐาน หรือแบบสั่งทำพิเศษ สมมติว่าถ้าเค้าเลือกแบบมาตรฐาน ก็จะมีตัวเลือกขนาดมาตรฐานให้เค้าคลิก ถ้าแบบสั่งทำพิเศษ ก็มีช่องให้กรอกเองว่า กว้างเท่าไหร่ ยาวยังไง ไม้อะไร เป็นต้น ซึ่งตัวนี้ก็ทำได้ด้วยการใช้ปลักอินครับ

เอาแค่นี้ก่อนละกันครับ เพราะอย่างที่บอกว่ามันคือเว็บที่ความต้องการ “พิเศษ” ถ้าจะให้ลิสต์ทั้งหมดก็คงทำได้ยาก เอาเป็นว่า ถ้าเป็นเว็บไซต์แบบทั่วๆไป Woocommerce แบบฟรี ก็ตอบโจทย์แล้วครับ ส่วนถ้ามีอะไรที่มันยังไม่ครบความต้องการ ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้ปลักอินครับ ซึ่งมันมีเยอะมาก ทั้งแบบฟรี และแบบเสียเงิน ก็เลือกเอาตามที่เหมาะที่ควรนะครับ

ทำเว็บขายของแบบไม่เหมือนใคร

คุณสามารถเป็นเจ้าของเว็บขายของออนไลน์ได้ง่ายๆแล้ววันนี้

รับทําเว็บขายของ

ขายสินค้าออนไลน์โดยเน้นการออกแบบระบบที่สามารถใช้งานง่ายและตอบโจทย์ธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันนี้ร้านค้าออนไลน์มีการเปลี่ยนแปลงไปมากเริ่มที่ดีไซน์ที่เน้นเรียบง่าย แต่ดูหรูหรา และต้องผนวกกับการรองรับทุกอุปกรณ์ให้สามารถเปิดดูได้ทั้งหมด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้านั้นสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มต้นทำเว็บไซต์ หรือหรือเคยทำธุรกิจ e-Commerce มาแล้ว รับรองว่าระบบที่เราเลือกใช้ให้นั้นจะสามารถรองรับทุกความต้องการของการทำธุรกิจออนไลน์

เข้าถึงทุกอุปกรณ์ด้วย Responsive Design
เป็นความสามารถพื้นฐานของร้านค้าออนไลน์ที่ขาดไม่ได้แล้วในปัจจุบันนี้ เพราะมีรายงานว่ายอดการสั่งซื้อผ่าน Mobile หรือ Tablet มียอดที่สูงขึ้นมาก ดังนั้นจึงสมควรอย่างที่ที่จะทำให้เว็บไซต์ของเรานั้นมีความสามารถด้าน Responsive Design ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ใช้งานไม่ต้องซูมเข้าออก เวลาดูเนื้อหาต่างๆในเว็บไซต์ จึงส่งผลให้ยอดการสั่งซื้อมีมากขึ้นอีกด้วย

หลากหลายรูปแบบช่องทางการชำระเงิน
เพื่อความสะดวกสบายในการชำระเงินผ่านเว็บไซต์ทีมงานของเราได้เตรียมช่องทางการชำระเงินทุกช่องทางที่มีในเมืองไทยไว้ให้คุณแล้วเช่น ชำระเงินปลายทาง / COD, ชำระเงินแบบโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร, ชำระเงินแบบตัดบัตรเครดิต ผ่านธนาคารต่างๆ (เช่น ธ.กสิกรไทย, ธ.กรุงเทพ, ธ.กรุงไทย, ธ.กรุงศรีอยุธยา, ธ.ไทยพาณิชย์) PayPal, PaySbuy หรือระบบ 2C2P

ไม่จำกัดรูปแบบการจัดส่งสินค้า
หายห่วงเรื่องการขนส่งสินค้าเพราะเราได้รวบรวมทุกช่องทางการจัดส่งทั้งในประเทศ และต่างประเทศไว้ให้คุณแล้ว เช่น ส่งผ่านไปรษณีย์ไทย แบบลงทะเบียน หรือส่งด่วนแบบ EMS, FedEx, DHL, UPS, Kerry Express หรือ TNT หรือถ้าคุณมีระบบ Logistics ของตัวเองเราก็สามารถพัฒนาระบบให้เชื่อมโยงข้อมูลกันได้

มีระบบรายงานเพื่อวิเคราะห์ยอดขาย
ระบบรายงานที่ครบถ้วนทุกมุมมองช่วยให้คุณบริหารร้านค้าออนไลน์ให้ทำกำไรได้มากขึ้น เช่น รายงานคำสั่งซื้อ, รายงานข้อมูลลูกค้า, รายงานข้อมูลสินค้า, รายงานสินค้าขายดี, รายงานสินค้ายอดนิยม, รายงานผู้เข้าชมเว็บไซต์ที่เชื่อมต่อกับ Google Analytic, หรือรายงานอื่นๆที่ลูกค้าต้องการทีมงานของเราก็สามารถพัฒนาให้ได้

รองรับ SEO (Search Engine Optimization)
เราได้พัฒนาระบบร้านค้าออนไลน์ให้รองรับ SEO ได้แบบ 100% ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณสามารถขึ้นมาอันดับ 1 ในหน้าค้นหาของ Google ได้ไม่ยาก และเรายังแถมคอร์สฝึกอบรมการทำ SEO ให้กับลูกค้าทุกท่านเพื่อให้คุณเข้าใจในกระบวนการทำ Online Marketing แบบครบวงจร และเพิ่มยอดขายได้อย่างยั่งยืน

WordPress คืออะไร ทำไมต้อง WordPresss

สำหรับใครที่อยากมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง หรืออยากเริ่มต้นลองทำเว็บไซต์

รับทําเว็บ wordpress

แต่เขียนโค๊ดเว็บไม่เป็น ไม่รู้จะทำอย่างไรดี? WordPress ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่ง ที่ช่วยให้คุณมีเว็บไซด์เป็นของตัวเองได้อย่างง่ายดาย วันนี้เรามาทำความรู้จักกันว่า WordPress นี้คืออะไร และดีอย่างไร

WordPress คืออะไร ?

WordPress คือ โปรแกรมที่ช่วยในการสร้าง และบริหารเว็บไซต์แบบสำเร็จรูป ที่เราสามารถติดตั้งบนเว็บ serverเพื่อสร้างเว็บไซต์, blog หรือ community ซึ่งจะมีระบบจัดการบทความ (Content Management System : CMS ) หรือมีระบบหลังบ้านไว้ช่วยในการจัดการข้อมูล ทำให้ง่ายต่อการใช้งานยิ่งขึ้น

ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจมาก สำหรับคนที่ต้องการสร้างเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กจนถึงกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะ WordPress มีฟังก์ชั่นมากมายที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการต่างๆของเราได้

ทำไมต้อง WordPress ?

คุณสามารถสร้างเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว และสวยงาม โดยไม่ต้องเสียเวลาออกแบบ หรือตกแต่งธีมให้วุ่นวาย
WordPress มี Plugins (โปรแกรมเสริม) มากมาย ช่วยให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพมากขึ้น สวยงามยิ่งขึ้น และตอบ โจทย์ตรงตามความต้องการของเราได้
ง่ายต่อการเรียนรู้สำหรับผู้เริ่มต้น เพราะมีเมนูที่เรียบง่าย เข้าใจง่าย เหมาะแก่การศึกษา และต่อยอดได้ในอนาคต
มีการอัพเดต Version ให้มีความทันสมัยและน่าใช้อยู่เสมอ
WordPress มีประสิทธิภาพในการทำให้เว็บไซด์ติดอันดับหน้าแรกๆ ในการค้นหาด้วย Search Engine อย่าง Google หรือที่เรียกว่า การทำ SEO (Search engine optimization) เพราะมีโครงสร้างต่างๆ รวมถึงเครื่องมือ ที่มีมาให้นั้นช่วยให้ผู้ใช้งานปรับแต่งได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

wordpress.com นั้นก็เหมือนกับผู้บริการบล็อกฟรีทั่วไป เช่น Blogger ของ Google, Tumbr หรือแม้แต่ของไทยอย่าง Bloggang ของเว็บ Pantip โดย WordPress ก็จะให้บริการพื้นที่ฟรีสำหรับการเขียนบล็อก โดยก็จะมีรูปแบบของเว็บที่เรียกว่า ธีม ให้เราเลือกหน้าตาเว็บไซต์ และมีโดเมนให้พร้อม โดยเหมือนบล็อกทั่วไป ที่โดเมนเรานั้นก็จะมี .wordpress.com ต่อท้าย แต่คุณแทบจะไม่มีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งมากนัก ถึงแม้จะเสียค่าบริการรายปี คุณอาจจะได้แค่ปรับแต่ง CSS และสีสันหรือตัวหนังสือในบางตำแหน่งเท่านั้น และจำนวนธีมที่คุณสามารถใช้ได้ก็ยังมีจำนวนจำกัด

wordpress.org โดยจะมีลักษณะเหมือนกับ WordPress.com แทบทุกประการ เพียงแต่ WordPress.org นี้ จะนำเอาตัวหลักที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อน WordPress.com ออกมาให้เราดาวน์โหลดไปใช้งาน โดยเราจะต้องไปหาส่วนประกอบอื่นๆ เอง ทั้งพื้นที่ (โฮ้สต์) โดเมน ธีม และปลั๊กอิน แต่ข้อดีของมันก็คือ เราสามารถที่จะปรับแต่งได้แบบอิสระ ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ปรับแต่งเอง ซึ่งเว็บของเราก็จะพยายามช่วยให้ผู้อ่านสามารถปรับแต่ง WordPress ได้โดยใช้โค้ดให้น้อยที่สุด ซึ่งแม้ว่าคุณจะไม่ได้ศึกษามาทางด้านโค้ดโปรแกรม คุณก็จะสามารถมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองสวยๆ ได้ง่ายๆ แน่นอน

ดังนั้น หากคุณคิดว่าคุณไม่ต้องการที่จะปรับแต่งเพิ่มเติมเสริมความสามารถอื่นๆ ให้กับเว็บของคุณนอกไปจากการเขียนบทความ คุณก็สามารถเลือก WordPress.com ไว้เป็นบล็อกก็ได้ แต่หากคุณต้องการทำเว็บประเภทอื่นๆ ตามที่เราได้แนะนำไว้ก่อนหน้านี้ คุณจำเป็นที่จะต้องใช้ WordPress.org

ค่าใช้จ่าย
ตัว WordPress นั้นเป็น Open Source ซึ่งแปลว่าเปิดให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ฟรี และก็ยังมีปลั๊กอินฟรี ธีมฟรี ให้เราเลือกใช้งานอีกหลายหมื่นธีม แต่สิ่งที่เราจะต้องเตรียมไว้สำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็มีเช่นกัน

Hosting
คือ พื้นที่สำหรับใช้ติดตั้งเซิฟเวอร์และเก็บไฟล์ของ WordPress ทั้งหมด Hosting นั้นมีหลายแบบ ทั้ง Share hosting, VPS hosting, Dedicate hosting หรือ Manage WordPress hosting โดยเฉพาะ แต่ละเซิฟเวอร์จะได้รับ IP Address ที่แตกต่างกัน เช่น124.220.17.192 เราสามารถเข้าถึงเว็บของผ่านทาง IP Address เหล่านั้นได้ สามารถเลือกใช้ได้ตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักหมื่นเลยทีเดียว

Domain
เป็นบริการที่ช่วยให้เราสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ของเราได้ง่ายขึ้น โดยการใช้ชื่อเว็บแทนการใช้ IP Address ตามด้วย .com, .net และอื่นๆ อีกมากมาย โดเมนจะทำหน้าที่เชื่อมต่อกับ IP Address ของเรา ส่วนใหญ่ราคาหลักร้อยบาท

ทำไมเว็บไซต์ส่วนใหญ่ถึงใช้ WordPress

ทำไมเว็บไซต์ส่วนใหญ่ถึงใช้ WordPress นี่คงเป็นคำถามที่อยู่ในใจสำหรับใครบางคนที่กำลังต้องการมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ซึ่งการจะทำเว็บไซต์นั้นมีวิธีสร้างมากมายหลายแบบ ทั้งเขียนโค้ดขึ้นมาเองซึ่งเหมาะกับผู้ที่เรียนสายคอมพิวเตอร์มาเฉพาะทาง แล้วถ้าสำหรับคนธรรมดาทั่วๆไปที่อยากมีเว็บไซต์ล่ะ สามารถติดต่อบริษัทที่

รับทําเว็บไซต์ wordpress

ได้

ทางเลือกก็คงต้องใช้โปรแกรม CMS ซึ่งมีหลายโปรแกรม หนึ่งในนั้นที่เป็นที่นิยมอย่างมากและเป็นอันดับหนึ่งก็คือ WordPress นั่นเอง

WordPress คือโปรแกรมสำเร็จรูปที่เอาไว้ใช้สร้างและจัดการเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต ( Contents Management System หรือ CMS) ง่ายๆคือแทนที่เราจะมานั่งสร้างเว็บไซต์โดยการเขียนโค้ดภาษาคอมพิวเตอร์ เช่น PHP HTML หรือ CSS แต่ WordPress นั้นสามารถใช้สร้างเว็บไซต์โดยที่คุณไม่ต้องมีความรู้เรื่องภาษาคอมพิวเตอร์เลย (แต่ควรศึกษาไว้บ้าง) ส่วนเหตุผลที่ว่า ทำไมเว็บไซต์ส่วนใหญ่ถึงใช้ WordPress นั่นก็เพราะเหตุผลดังต่อไปนี้

1. ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย
ถ้าเราเป็นคนธรรมดาทั่วไปที่อยากจะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ก็คงจะต้องเสียเวลาไปศึกษาโค้ดภาษาคอมพิวเตอร์แน่นอนว่าใช้เวลานานมาก แต่ถ้าใช้ WordPress ละก็ไม่ต้องมีความรู้เรื่องโค้ดภาษาคอมพิวเตอร์ก็สามารถมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองได้ครับหรือถ้าจ้างเขาทำแล้วเขาใช้ WordPress ก็เสียเงินน้อยกว่าทำเว็บไซต์ด้วยการเขียนโค้ดอีกครับ

2. มีธีมให้เลือกใช้อย่างมากมาย
คุณสามารถมีเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็วและสวยงาม โดยไม่ต้องออกแบบใหม่เพราะ WordPress นั้นมีธีมให้เลือกใช้อย่างมากมาย แต่ล่ะธีมก็สวยงามทั้งนั้นซึ่งคุณสามารถดูธีมที่ว่านี้ได้ที่ Themeforest อ่อแต่แน่นอนครับว่าไม่ฟรี แต่ก็มีธีมที่ฟรีอยู่บ้างแต่ปรับแต่งได้น้อยหน้าตาเว็บไซต์อาจไม่ถูกใจคุณก็ได้ครับ

3. มี Plugin ให้ใช้อย่างหลากหลาย
โดยเจ้า Plugin ที่ว่าจะทำหน้าที่เป็นส่วนเสริมเพิ่มคุณสมบัติให้กับเว็บไซต์ของคุณ เช่น ทำให้ภาพสไลด์ได้ ช่วยสนับสนุนการทำ SEO แบ่ง Layer เว็บไซต์ เป็นต้น นี่ผมยกตัวอย่าง Plugin มาเพียงเล็กน้อยน่ะครับ ยังมี Plugin ความสามารถดีๆอีกมากมาย โดยที่คุณคาดไม่ถึงเลยล่ะ

4. อัพเดทง่ายและสม่ำเสมอ
WordPress นั้นขึ้นชื่อเรื่องการปล่อยตัวอัพเดทอยู่ตลอดเวลาเนื่องจากมีฐานคนใช้งานอยู่มากจึงตกเป็นเป้าของแฮกเกอร์ได้ง่ายดาย ทำให้ต้องมีตัวอัพเดทเพื่อป้องกันจากแฮกเกอร์ ทำให้ผู้ใช้โปรแกรมมั่นใจได้ว่าเว็บไซต์จะปลอดภัยในระดับหนึ่ง และถ้าต้องมีการอัพเดท ทางโปรแกรมก็จะแจ้งเตือนให้ทราบ แถมการอัพเดทก็ทำได้ง่ายๆ เพียงไม่กี่ขั้นตอน

5. เป็นมิตรกับ SEO
อย่างที่บอกไปในข้อ 3. ว่า WordPress มี Plugin ให้ปรับแต่งเว็บไซต์อย่างมากมายซึ่งหนึ่งในนั้นมีตัวช่วยในการทำ SEO ด้วย ทำให้เราทำ SEO ได้ง่ายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังรองรับ Responsive ยิ่งเพิ่มคะแนนการติดอันดับของ Google ทำให้ WordPress นั้นได้เปรียบในการทำ SEO มากกว่าโปรแกรม CMS อื่นๆ

6. WordPress เต็มไปด้วยสุดยอดนักพัฒนา
เนื่องจากเป็นโปรแกรม Opensource (ใครๆจะเอาไปใช้หรือพัฒนาก็ได้ฟรีๆ) ทำให้มีนักพัฒนาเก่งๆอยู่ทั่วโลกครับ คุณจึงมั่นใจในตัวโปรแกรมได้เลยว่าจะไม่ถูกลอยแพรหรือทิ้งไม่ได้รับการพัฒนาได้เลย

ทำเว็บให้สวยโดนใจคนดู

รับทําเว็บไซต์ราคาถูก

ทำเว็บให้สวยยังไง? นี่คือคำถามที่เจ้าของเว็บหลายๆ คนกำลังมองหาคำตอบ ซึ่งก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่า จำนวนเว็บไซต์ที่มีอยู่บนโลก ณ ตอนนี้คือ 1,805,260,010 เว็บไซต์ (ข้อมูลจาก Netcraft January 2018 Web Server Survey) ใครที่กำลังทำเว็บไซต์ หรือเป็นเจ้าของเว็บไซต์อยู่ในขณะนี้ คุณคือ 1 ในพันล้านของเว็บไซต์ทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่าในจำนวน 1.8 พันล้านนี้ จะมีทั้งเว็บไซต์ที่ผู้ชมให้ความสนใจ และเว็บไซต์ที่ไม่มีใครสนใจเลย แล้วความแตกต่างของเว็บสองประเภทนี้อยู่ตรงไหนกัน?

ข้อมูลทางสถิติล่าสุดในปี 2018 เปิดเผยให้เห็นถึงพฤติกรรม และกระแสตอบรับของผู้เข้าชมเว็บไซต์ว่า พวกเขาเหล่านั้นชื่นชอบเว็บไซต์ต่างๆ ด้วยปัจจัย หรือเหตุชี้วัดอะไรบ้าง ซึ่ง Feedback ในส่วนนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่คนทำเว็บควรรู้ เพื่อนำไปปรับปรุง และต่อยอดทำให้เว็บไซต์ของเราโดนใจผู้ใช้มากขึ้น แต่การทำเว็บให้สวยจะต้องทำยังไงบ้าง ไปดูกันครับ

– 0.05 วินาที ตัวชี้วัดความเป็นตายของเว็บไซต์
ข้อมูลทางสถิติเปิดเผยว่า เวลาเฉลี่ยของผู้เข้าชมเว็บไซต์ที่ตัดสินใจว่า จะอยู่ต่อ หรือ ปิดออกไป อยู่ที่ราวๆ 50 มิลลิวินาที หรือ 0.05 วินาที เท่านั้น (เร็วกว่าการกระพริบตาอีก!) ซึ่งสื่อให้เห็นว่า “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” ลองคิดว่าเว็บไซต์เป็นคนๆ หนึ่ง การจะสร้าง First Impression ได้ รูปลักษณ์ภายนอกเราก็ต้องดูดีไว้ก่อน ดังนั้น ดีไซน์บนหน้าเว็บจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณรอดจากเวลา 0.05 วินาที ที่ชี้เป็นชี้ตายไปได้

– “ดีไซน์” เป็นปัจจัยที่ทำให้คนปิดเว็บถึง 94%
Web Design เป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงถึงการเข้าชมเว็บไซต์ อย่างที่บอกไปในหัวข้อก่อนหน้านี้ว่า การสร้าง First Impression ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าผู้ชมไม่ประทับใจเว็บไซต์ตั้งแต่แรกเห็น พวกเขาจะไม่กลับมาอีกเลย ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ถ้าจะทำให้ผู้ชมอยู่ในเว็บ และการเกิดความพึงพอใจ จงดีไซน์เว็บไซต์ของตัวเองให้ดี

– 85% ของผู้ใช้มองว่า เว็บที่เปิดบนมือถือ ต้องดีกว่าการเปิดในคอมพิวเตอร์
การใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านทางสมาร์ทโฟนในปัจจุบันมีสัดส่วนสูงกว่าการเข้าใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์แล้ว! ดังนั้น จากที่เมื่อก่อนเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะต้องออกแบบหน้าเว็บให้พอดีกับหน้าจอ Desktop แต่ในปัจจุบัน จำเป็นจะต้องมีการปรับดีไซน์ให้เข้ากับหน้าจอของอุปกรณ์พกพาด้วย ซึ่งถ้าเว็บไหนที่เข้าผ่านทางสมาร์ทโฟนแล้วแสดงผลไม่ดีพอ เว็บนั้นก็จะถูกปัดทิ้งไปทันที

ทางแก้ก็คือ การปรับรูปแบบเว็บไซต์ให้เป็นแบบ Responsive Design ที่ตัวเว็บไซต์จะปรับเปลี่ยนขนาด และรูปแบบไปตามอุปกรณ์ที่เปิด เช่น การเปิดบนมือถือจะแสดงผลแบบหนึ่ง ส่วนการเปิดบนแท็บเล็ต หรือ PC ก็จะแสดงผลอีกแบบหนึ่ง เป็นต้น

– 38% ของผู้ชมจะไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับเว็บไซต์ทั้งสิ้น ถ้าคอนเทนต์หรือ Layout ไม่ดึงดูดให้กดต่อ
ถ้าผู้เข้าเว็บไซต์คุณมาถึงจุดที่เลื่อนดูคอนเทนต์ นั่นหมายความว่า เว็บดีไซน์ของคุณผ่านจุดชี้วัด 0.05 วินาที มาแล้ว! แต่สิ่งที่ต้องดูเป็นอันดับต่อไปก็คือ Layout การจัดวางคอนเทนต์ และรูปแบบของตัวคอนเทนต์เอง ซึ่งผลสำรวจเผยว่า ผู้ชมกว่า 38% จะปิดเว็บทันที ถ้าคอนเทนต์ไม่น่าสนใจ และการจัดวางไม่ดึงดูด ดังนั้น ต้องให้ความสำคัญรูปแบบ Layout ด้วย

– 88% ของลูกค้าจะไม่กลับมาเว็บที่ตนเองไม่ชอบใจไปแล้วในครั้งแรก
ด้วยความที่โลกออนไลน์มีเว็บไซต์ให้เราเลือกเข้าหลากหลายมาก ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าตนเองมีตัวเลือกมากพอ ทำให้เว็บไซต์ไหนที่ไม่ถูกใจตั้งแต่เปิดครั้งแรก ผู้ใช้ก็จะปิดไปเลย และไม่กลับมาอีก ซึ่งสาเหตุมาจากอะไร? ย้อนกลับไปอ่านได้ใน 4 ข้อแรก

– 77% ของเอเจนซี่เชื่อมั่นว่า UX เว็บไซต์ที่ไม่ดีเป็นจุดอ่อนที่สุดของลูกค้าที่มาว่าจ้าง
UX เป็นคำย่อของ User Experience หรือประสบการณ์ในการใช้งาน ซึ่งการจัดรูปแบบของหน้าเว็บไซต์ หรือการทำ Interface ที่ไม่ดี และไม่ดึงดูดมากพอ ก็จะทำให้ผู้ชมที่เข้ามา ต้องกด back กลับไปในทันที

– 39% ของผู้ใช้จะปิดเว็บทันทีถ้ารูปภาพมีปัญหา
ถ้ารูปภาพในเว็บมีขนาดใหญ่เกินไป ก็จะทำให้รูปโหลดช้า หรือถ้ารูปภาพมีปัญหา ก็อาจทำให้รูปไม่ขึ้น ซึ่งปัญหาทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ชมกดปิดเว็บไซต์ได้ในทันที ดังนั้น ควรตรวจสอบขนาดรูป และรูปต่างๆ บนเว็บด้วยว่ายังแสดงผลได้ดีหรือไม่

– 47% ของผู้ใช้ให้เวลารอโหลดรูปสูงสุดแค่ 2 วินาที
แม้ว่าการใช้รูปภาพขนาดใหญ่จะให้ความละเอียดที่สูง รูปสวย ดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์ แต่ด้วยขนาดไฟล์ที่ใหญ่อาจทำให้ผู้ชมที่ใช้เน็ตช้าๆ โหลดรูปไม่ขึ้น ซึ่งการที่รูปรอโหลดอย่างเชื่องช้านั้น จะส่งผลให้ผู้ชมปิดหน้าเว็บออกไปเลยเพราะไม่ต้องการรอ ซึ่งเวลาที่ผู้ชมส่วนใหญ่จะอดทนรอก็คือ…2 วินาที! ถ้าไม่อยากให้อันดับ SEO ร่วงกระจุยกระจาย จงทำรูปให้โหลดขึ้นมาได้ภายใน 2 วินาที ด้วย

– 2.6 พันล้านดอลลาร์ คือเม็ดเงินที่สูญเสียไปจากปัญหาหน้าเว็บโหลดช้า (สำหรับเว็บขายสินค้า)
ทำเว็บขายของ เอาสินค้ามาไว้หน้าแรกหมดทุกชิ้น เพราะอยากให้ลูกค้าเห็นสินค้าเยอะๆ, ใส่รูปรีวิวเต็มที่ อยากให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น หรือสร้างหน้าเพจยาวๆ เพื่อให้ดูมีอะไรน่าติดตาม ฯลฯ ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้จะส่งผลกับ Page Speed หรือความเร็วในการโหลดหน้าเพจ และถ้าลูกค้ากดเข้าเว็บมา แล้วหน้าเว็บโหลดช้ามาก คงไม่ต้องเดาคำตอบว่าลูกค้าจะยังรออยู่มั้ย เพราะขนาดแค่รอโหลดรูป ลูกค้ายังรอแค่ 2 วินาที เลย

– 75% ของผู้ใช้จะตัดสินความน่าเชื่อถือของบริษัทจากเว็บไซต์
“การมีเว็บไซต์จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร หรือบริษัท” คำกล่าวนี้ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริง เพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่จะตัดสินความน่าเชื่อถือของบริษัทนั้นๆ จากการเข้าไปดูเว็บไซต์ เอาง่ายๆ เวลาเราจะช้อปออนไลน์ แล้วไปเจอสินค้าที่น่าสนใจ นอกจากการหารีวิวแล้ว เราก็จะต้องเข้าไปดูสินค้าจากเว็บไซต์ของแบรนด์นั้นๆ เพื่อตรวจสอบว่า ขายจริงใช่มั้ย มีตัวตนจริงๆ ใช่มั้ย เราจะได้ไม่ถูกหลอก และถ้าแบรนด์ไหนไม่มีเว็บไซต์เพื่อการันตีความต้องการของลูกค้าในจุดนี้ ยอดขายอาจจะหดหายลงไปในทันที

– 2.6 วินาที คือเวลาเฉลี่ยที่ผู้ชมจะมองส่วนที่ดึงดูดพวกเขามากที่สุด
นอกจากการผ่านด่าน 0.05 วินาที, การจัดวาง Layout และรูปภาพมาแล้ว ด่านต่อไปคือ จุดเด่นที่สุดบนหน้าเว็บที่จะทำให้ผู้ชมเข้าใจได้ทันทีว่า เว็บไซต์นี้เป็นใคร และทำอะไร ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่ผู้ใช้จะมองมากที่สุด ซึ่งเวลาโดยเฉลี่ยที่พวกเขาจะมองส่วนนี้ก็คือ 2.6 วินาที ดังนั้น จงสร้างจุดสนใจ และอธิบายตัวตนของคุณให้ได้ในเวลา 2.6 วินาที ก็จะดีมาก

– 5.94 วินาที คือเวลาที่ผู้ชมมองรูปภาพหลักบนหน้าเว็บ
สิ่งที่ช่วยดึงดูดสายตาของผู้ชมมากที่สุดเวลาเข้าเว็บไซต์ก็คือ “รูปภาพ” ซึ่งผลสำรวจระบุว่า ผู้ชมจะมองภาพหลักที่ปรากฏขึ้นมาในหน้าแรก (ส่วนใหญ่จะเป็นภาพแรกของเว็บ) ในเวลาเฉลี่ยประมาณ 5.94 วินาที ซึ่งภาพดังกล่าวก็ควรจะต้องเป็นภาพที่สื่อสารกับคนดู และสร้างความเข้าใจในตัวแบรนด์ได้เป็นอย่างดีด้วย

– 5.59 วินาที คือเวลาที่ผู้ชมอ่านคอนเทนต์บนหน้าเว็บคร่าวๆ
สำหรับเวลาเพียง 5.59 วินาที อาจดูไม่มากนักกับการอ่านตัวหนังสือแบบ skimming แล้วจะเข้าใจทั้งหมด แต่เวลาประมาณนี้ถ้าเรามีตัวช่วยที่ถูกต้อง ก็จะทำให้ผู้ชมอยู่ในเว็บไซต์เรานานขึ้น นั่นก็คือ การใช้รูป + ตัวหนังสือ สมมติว่า ผู้ชมเข้ามาแล้วต้องการอ่านบทความด้านการตลาด ถ้ามีแต่ตัวหนังสืออย่างเดียว ก็คงดึงดูดคนได้ไม่มาก แต่ถ้าใช้รูปเป็นส่วนประกอบด้วย ก็น่าจะได้ผลมากยิ่งขึ้น และยังอาจทำให้ผู้ชมตัดสินใจคลิกเข้าไปที่เพจอื่นๆ ในหน้าเว็บเพื่อค้นหาข้อมูลที่ต้องการอีกด้วย

– 70% ของเว็บไซต์ธุรกิจขนาดเล็กไม่มีปุ่ม CTA
ปุ่ม CTA หรือ Call to Action ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในด้านการตลาดออนไลน์อย่างมาก เพราะเป็นปุ่มที่ช่วยให้เราคัดกรองผู้ที่สนใจ หรือลูกค้าได้เลย ส่วนรูปแบบปุ่ม CTA ที่จะให้กดนั้นขึ้นอยู่ธุรกิจของเว็บไซต์นั้นๆ ว่าขายอะไร อย่างเช่น ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมโปรลด 20% ก็อาจจะมีคำโปรยเกี่ยวกับโปรโมชั่น หรือลงท้ายด้วย ซื้อวันนี้ลดทันที 20% พร้อมปุ่มด้านล่างที่มีคำว่า ซื้อเลย! อย่างนี้เป็นต้น

– Content ที่จัดวางพร้อมรูปสวยๆ มีคนอ่านมากกว่า Content ที่เต็มไปด้วยตัวหนังสืออย่างเดียว
เวลาทำคอนเทนต์ลงใน Blog หรือหน้าบทความ ควรมีการจัดวางรูปภาพ หรือคลิปวิดีโอที่ช่วยให้ผู้ชมสลับพฤติกรรมจากการอ่านเป็นการดูบ้าง เพราะผู้ชมจำนวนกว่า 2 ใน 3 ชื่นชอบบทความที่ไม่ได้มีแค่ตัวหนังสืออย่างเดียว นอกจากนี้ ลักษณะการเขียนควรจะต้องเป็นการเขียนที่ย่อยง่าย อ่านแล้วเข้าใจได้ไม่ยาก และไม่ซับซ้อนจนเกินไป จึงจะสามารถดึงดูดผู้ชมให้อยู่กับเราต่อได้

– 94% ของ First Impression แรกมีดีไซน์เป็นปัจจัยสำคัญ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าหน้าตาการออกแบบของเว็บไซต์ส่งผลต่อผู้ชมอย่างมาก เพราะ First Impression จากผู้ใช้กว่า 94% มีปัจจัยเรื่องการดีไซน์เกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็น ลักษณะการใช้งาน, การจัดวางคอนเทนต์, Navigation Site หรือรูปภาพประกอบ

– 46% ของผู้ใช้ตัดสินความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์นั้นๆ จากความสวยงามเป็นหลัก
ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็น Layout, Font, รูปภาพ, การใช้สี ฯลฯ ปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการทำให้ผู้ชมประทับใจในแรกเห็นทั้งสิ้น

จะเห็นได้ว่าการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมานั้นอาจจะไม่ยาก แต่การออกแบบ และวางโครงสร้างสำหรับเว็บไซต์ของตนเองนั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า ดังนั้น ควรวางแผนการออกแบบเว็บไซต์ให้ดีที่สุด อย่าคิดแค่ว่าเว็บไซต์เป็นเพียงเทคโนโลยีหนึ่งที่ไม่มีความสำคัญ เพราะถ้าหากคุณทำเว็บไซต์ได้ถูกต้อง และโดนใจลูกค้า รับรองว่าธุรกิจของคุณจะเติบโตไปได้ไกลอย่างแน่นอน

การขอราคาค่าจัดทำเว็บไซต์ ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง?

ช่วงนี้มีผู้สอบถามค่าใช้จ่าย หรือขอใบเสนอราคาค่าจัดทำเว็บไซต์มาเป็นจำนวนมาก แต่หลายท่านมักไม่ได้ราคาในระยะเวลาที่รวดเร็ว นั่นเป็นเพราะว่าไม่ได้จัดส่งข้อมูลมามากพอที่จะประเมินราคาเบื้องต้นได้

วันนี้ขอแนะนำการจัดทำข้อมูลเพื่อประเมินราคาเบื้องต้น ไว้เป็นแนวทางสำหรับลูกค้าทุกท่านที่ต้องการทำเว็บไซต์ เพื่อแจ้งบริษัทที่

รับทําเว็บไซต์

ถ้าคุณอยากทำเว็บไซต์ และต้องการทราบราคาเบื้องต้น ควรจัดเตรียมข้อมูลดังนี้

1. วางโครงสร้างเว็บไซต์ หรือ Site map ให้ชัดเจน – การเขียน Site map ไม่จำเป็นจะต้องไปทำใน mind map หรือวาด flow อะไรให้ยุ่งยาก คุณสามารถทำในไฟล์ word หรือ excel ก็ได้ เพียงแต่ต้องระบุให้ได้ว่าในเว็บไซต์จะมีโครงสร้างเป็นอย่างไร มีเมนูอะไรบ้าง และในแต่ละเมนูนั้น จะแสดงเนื้อหาอะไรบ้าง

ตัวอย่าง โครงสร้างเว็บไซต์บริษัท
– Home – หน้าแรก ประกอบไปด้วย ข่าวล่าสุด, กิจกรรมล่าสุด, CSR, Service เด่น
– About us – แสดงข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท
– Service – แสดงข้อมูลเกี่ยวกับบริการของบริษัท
– Product – แสดงข้อมูลสินค้าของบริษัท โดยแบ่งตามหมวดหมู่ (มีจำนวนทั้งหมด 10 หมวด, หมวดละ 100 รายการ) ในหน้าแสดงรายการสินค้าให้แสดงรายละเอียดสินค้า พร้อมรูปสินค้า (บางกรณีอาจระบุราคา และสามารถสั่งซื้อผ่านหน้าเว็บได้เลย รวมถึงชำระค่าสินค้าหรือบริการต่างๆ ผ่านหน้าเว็บได้ด้วย)
– Contact us – แสดงข้อมูลสำหรับการติดต่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทร มีแบบฟอร์มให้กรอก

2. ระบุระบบอื่นๆ ที่ต้องการให้มีในเว็บไซต์ – เช่น ต้องการระบบเว็บบอร์ด, ระบบ Galley, ระบบ Event Calendar หรือระบุความสามารถของของระบบที่ต้องการ เช่น อยากได้หน้าแสดงรูปภาพกิจกรรม สามารถแบ่งหมวดหมู่ได้ เปิดให้ผู้เข้าชมอัพโหลดรูปภาพได้ แบบนี้เป็นต้น

3. ระยะเวลาที่ต้องการใช้งาน – ข้อนี้ก็สำคัญเนื่องจากบริษัท จะประเมินได้ว่าสามารถทำได้ในเวลาที่กำหนดหรือไม่ หากไม่สามารถทำได้ อาจจะแจ้งลูกค้าให้แบ่ง Phase ของการทำงาน

4. Mock up (ถ้ามี) – ในกรณีที่ทำ Mock up หรือ หน้าตัวอย่างเว็บไซต์ที่ต้องการเอาไว้ จะทำให้มองเห็นภาพได้ชัดขึ้น และประเมินราคาได้ง่าย

5. เว็บตัวอย่างที่อยากได้ (ถ้ามี) – เช่น ลูกค้าต้องการทำเว็บมหาวิทยาลัยแล้วไปชอบใจเว็บไซต์ของต่างประเทศ อยากได้ feature หรือความสามารถเว็บไซต์บางอย่างแบบนั้น หรือ เหมือนๆ อย่างนั้น ก็สามารถแจ้งมาใน Requiement ได้

6. ความต้องการพิเศษ – ควรแจ้งมาด้วย
การทำข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่อยากมีเว็บไซต์ทุกท่าน เพื่อให้รู้ scope ความต้องการของตัวเอง และวางเป้าหมายในการทำเว็บไซต์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น หากท่านไม่สามารถบอกความต้องการในข้อ 1-3 ได้ ท่านควรตั้งคำถามว่า

อยากมีเว็บไซต์ไปเพื่ออะไร (เพื่อแนะนำบริษัท, เพื่อขายสินค้าและบริการ, เพื่อโปรโมทกิจกรรม event ต่างๆ, ….)
ต้องการนำเสนออะไรในเว็บไซต์ (ข้อมูลบริษัท, สินค้าและบริการ, กำหนดจัดงาน หรือรายละเอียดงาน, … )

วิธีเตรียมข้อมูลก่อนจ้างทำเว็บ

เมื่อพูดถึงเว็บไซต์ แน่นอนทุกองค์กรทุกบริษัทส่วนใหญ่แล้วจะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ซึ่งอาจจะจ้างบริษัทอื่นๆทำให้ หรือมีทีมงานในองค์กรช่วยทำให้ ทีนี้สำหรับบริษัทที่ไม่มีทีมงานหรือโปรแกรมเมอร์ จำเป็นต้องจ้างบริษัท

รับทำเว็บ

จากภายนอก แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่ผมเจอบ่อยๆ คือ ไม่รู้ว่าจะเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง ในบทความนี้ผมจะมาแนะนำวิธีการเตรียมข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการทำเว็บไซต์

เทคนิค 5 ข้อ วิธีเตรียมข้อมูลก่อนจ้างทำเว็บ
1. ประเภทเว็บไซต์ที่ต้องการ
2. ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่จะทำเว็บไซต์
3. จำนวนหน้าเว็บ
4. มีโดเมนและโฮสติ้งหรือยัง
5. ฟังก์ชันการทำงานอื่นๆ

1. ประเภทเว็บไซต์ที่ต้องการ
ลูกค้าหลายๆท่านที่ติดต่อผมเพื่อสอบถามการทำเว็บไซต์และราคา จริงๆแล้วการที่เราจะทำเว็บไซต์ เราควรรู้ก่อนว่า เราจะทำเว็บไซต์แนวใหน! เช่น เว็บไซต์นำเสนอบริษัท เว็บไซต์โรงเรียน เว็บไซต์ขายของออนไลน์ เว็บไซต์ร้านอาหาร เว็บไซต์ท่องเที่ยว เว็บไซต์ผลงานส่วนตัว ฯลฯ ถ้ารู้ประเภทของเว็บที่ต้องการแล้ว ทางผู้รับจ้างทำเว็บ ก็จะประเมินราคาได้ง่ายมากขึ้น เพราะโครงสร้างของเว็บไซต์แต่ละประเภทบางทีอาจจะต่างกันคนละขั้วเลย

2. ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่จะทำเว็บไซต์
แน่นอนแต่ละบริษัทหรือองค์กร ต้องมีข้อมูลส่วนตัวอยู่แล้ว ทีนี้สิ่งที่จะต้องเตรียมคือ เกี่ยวกับบริษัทหรืออาจจะเป็นประวัติความเป็นมาเคร่าๆ สินค้าและบริการ ผลงานหรือโครงการหรือลูกค้า รีวิวจากลูกค้า ข้อมูลการติดต่อ และนอกจากนี้ก็ควรส่งรูปภาพและวิดีโอประกอบ(ถ้ามี) เพื่อจะให้บริษัทรับทำเว็บออกแบบเว็บไซต์ให้ตรงกับบริษัทของคุณมากที่สุด

3. จำนวนหน้าเว็บ
จำนวนหน้าเว็บที่ต้องการ : ส่วนนี้อาจจะไม่ค่อยสำคัญ แต่ถ้าเราให้ข้อมูลที่ชัดเจน จะเป็นการดีมาก เช่นเว็บไซต์ที่ต้องการมีจำนวนกี่เมนูหรือกี่หน้าเพจ เช่น หน้าแรก, เกี่ยวกับเรา, บริการของเรา, ติดต่อเรา เป็นต้น ยิ่งถ้าเราแจกแจงข้อมูลแต่ละหน้าให้ชัดเจนมากขึ้น ว่าแต่ละหน้าเราอยากให้แสดงข้อมูลอะไรบ้าง จะทำเว็บระยะเวลาการทำเว็บไซต์สั้นลง เนื่องจากผู้รับจ้างทำเว็บไม่ต้องมานั่งเสียเวลามาจัดเรียงข้อมูลทุกอย่าง

4. มีโดเมนและโฮสติ้งหรือยัง

5. ฟังก์ชันการทำงานอื่นๆ
เว็บไซต์แต่ละประเภทย่อมมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างกันออกไป เช่นเว็บไซต์บริษัททัวร์อาจจะมีระบบการจอง เว็บไซต์เกี่ยวกับการบริการ อาจจะมีแบบฟอร์มของใบเสนอราคา หน้าแรกอาจจะมี Slider

ระบบการจอง
ระบบซื้อขาย (E-commerce)
ระบบแบบฟอร์มขอใบเสนอราคา
Slider สำหรับหน้าแรก
ระบบไลฟ์แชต (Live Chat)
ระบบการแชร์ (Social share)
รองรับมือถือ (Responsive)
ทริคเทคนิคเล็กๆน้อยๆด้านบน เป็นข้อแนะนำสำหรับบริษัทที่จะจ้างทำเว็บไซต์ แต่ยังไม่รู้ว่าต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง ก็ลองไปใช้ดูนะครับ น่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย